• Decrease font size
  • Return font size to normal
  • Increase font size
U.S. Department of Health and Human Services

Food

  • Print
  • Share
  • E-mail

กฎหมายเรื่องอาหารที่มุ่งปรับให้มีความปลอดภัย มากขึ้น

In English


FDA จัดให้มีเอกสารฉบับแปลนี้เพื่อให้บริการแก่ผู้อ่านในประเทศต่างๆ เราหวังว่าเอกสารฉบับแปลนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ แม้ว่าเราได้พยายามจัดหางานแปลที่ตรงกับฉบับภาษาอังกฤษมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราก็ตระหนักดีว่าเอกสารฉบับแปลอาจไม่ละเอียด หรือชัดเจน หรือสมบูรณ์เหมือนกับฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับที่เป็นทางการของเอกสารนี้คือฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ

 

 

ข้อมูลเมื่อเร็วๆนี้จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปี คนหนึ่ง
คนในทุกๆหกคนในสหรัฐล้มป่วยลงเพราะโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอาหาร ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา มีการระบาดของโรคที่เกี่ยวกับอาหารต่างๆ ตั้งแต่ผักขมและผลิต-ภัณฑ์ทำจากถั่วลิสงไปจนถึงไข่ที่เป็นข่าวใหญ่ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมี
การปรับปรุงความปลอดภัยทางด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง

กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงความปลอดภัยทางด้านอาหารให้ทันสมัย (Food Safety Modernization Act หรือ FSMA) ให้อำนาจ FDA จัดทำระบบที่อาศัยวิทยาศาสตร์
เป็นพื้นฐาน และแแก้ไขอันตรายตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงโต๊ะอาหาร โดยมุ่งเน้นให้มาก
ขึ้นในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอาหาร เหตุผลสำหรับเรื่องนี้ง่ายทีเดียว: ยิ่งมีระบบที่ดีมากขึ้นเท่าใดในการผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการเตรียมอาหาร อุปทานอาหารของเราจะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

ตามบทบัญญัติของ FSMA บริษัทธุรกิจจะต้องพัฒนาและนำแผน ที่เขียนไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษรมาใช้ FDA จะมีอำนาจหน้าที่ในการตอบสนองที่ดีขึ้นและออก
คำสั่งให้เรียกอาหารกลับได้เมื่อมีปัญหาความปลอดภัยทางด้านอาหารเกิดขึ้น และ FDA จะรับประกันให้ได้ดีขึ้นว่า อาหารนำเข้ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเท่ากับ
อาหารที่ผลิตขึ้นในสหรัฐ

แพทย์หญิงมาร์กาเร็ต เอ แฮมเบิร์ก ผู้อำนวยการของ FDA กล่าวว่ากฎหมายฉบับที่
ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าลงนามไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปูพื้นฐานให้กับระบบ
ความปลอดภัยทางด้านอาหารที่มุ่งการป้องกันเป็นหลักสำหรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งทำให้ทุกคนในโซ่อาหารโลกต้องร่วมรับผิดชอบในความปลอดภัย

แพทย์หญิงแฮมเบิร์กกล่าวไว้ว่า "กฎหมายฉบับนี้ช่วยให้เราดำเนินขั้นตอนที่สำคัญ
ไปสู่การทำให้ระบบความปลอดภัยทางด้านอาหารแข็งขันขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อ
สุขภาพอนามัยและความมั่นคงของประชาชนชาวอเมริกัน"

กฎหมาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของ FDA กล่าวว่า เปลี่ยนแปลงระบบความปลอดภัยทาง
ด้านอาหาร รวมบทบัญญัติที่สำคัญๆต่อไปนี้ไว้ด้วย:

  • สถานที่ผลิตอาหารจะต้องมีแผนการควบคุมเชิงป้องกันที่เขียนไว้เป็นลาย-ลักษณ์อักษรแจกแจงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบความปลอดภัย
    ของผลิตภัณฑ์ของตนได้ แผนนี้จะกำหนดขั้นตอนที่สถานที่ผลิตอาหารจะต้อง
    ดำเนินเพื่อป้องกัน หรือลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาเหล่านั้นลงให้เหลือ
    น้อยที่สุด
  • FDA จะต้องกำหนดมาตรฐานที่อาศัยวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำหรับการ
    ผลิตและการเก็บเกี่ยวผลไม้และผักอย่างปลอดภัย มาตรฐานเหล่านี้จะต้อง
    พิจารณา ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงที่เกิดจากมือมนุษย์ต่อผลิตผลที่เป็นของสด
    เท่านั้น แต่ยังจะต้องพิจารณาอันตรายที่เกิดโดยธรรมชาติ เช่น ที่อยู่ในดิน สัตว์ และน้ำในบริเวณเพาะปลูก
  • FDA ได้รับคำสั่งให้เพิ่มการตรวจสอบให้ถี่ขึ้น สถานที่ผลิตอาหารที่มีความ
    เสี่ยงสูงภายในประเทศจะต้องได้รับการตรวจสอบครั้งแรกภายในเวลาห้าปี และอย่างน้อยทุกๆสามปีหลังจากนั้น ในช่วงปีหน้า FDA จะต้องตรวจสอบสถานที่
    ผลิตในต่างประเทศอย่างน้อย 600 แห่ง และเพิ่มจำนวนการตรวจสอบเป็นสอง
    เท่าทุกปีเป็นเวลาห้าปีต่อจากนั้น ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ FDA จะสร้างสมรรถนะ
    ในการตรวจสอบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญเหล่านี้
  • FDA ได้รับมอบอำนาจให้สามารถเรียกกลับอาหารที่ไม่ปลอดภัย ถ้าบริษัท
    ผู้ผลิตอาหารไม่ยอมทำเช่นนั้นเอง กฎหมายยังกำหนดมาตรฐานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
    สำหรับการจัดการกักกัน (กระบวนการที่ FDA ใช้เพื่อกีดกั้นการเคลื่อนย้ายอาหาร
    ที่ต้องสงสัย) เปิดทางให้ FDA ระงับใบทะเบียนสถานที่ผลิตอาหารที่เกี่ยวโยง
    กับอาหารที่ไม่ปลอดภัย เป็นการป้องกันการจัดจำหน่ายอาหารนั้นๆ และสั่งให้
    สำนักงานอาหารและยาปรับปรุงความสามารถในการติดตามตรวจสอบอาหาร
    ทั้งภายในประเทศและที่นำเข้า

ในขณะที่ FDA มีหน้าที่ควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์อาหารเกือบทั้งหมด กฎหมายฉบับนี้
ยังตระหนักด้วยว่า ความปลอดภัยทางด้านอาหารเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง
หน่วยงานในเรื่องความปลอดภัยของอาหารของสหรัฐ รัฐ ท้องที่ ดินแดนในปกครอง ของชนเผ่า และต่างประเทศ เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้
สนับสนุนความพยายามที่ได้เริ่มทำไปแล้วของ FDA และผู้ร่วมงานในการกำหนดกฎ
ข้อบังคับเพื่อให้มีระบบความปลอดภัยทางด้านอาหารแบบรวมเข้าด้วยกันอย่าง
แท้จริง

แพทย์หญิงแฮมเบิร์กกล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญในการทำให้ระบบ
ความปลอดภัยทางด้านอาหารของสหรัฐแข็งขันขึ้น แต่ยอมรับว่ามีปัญหาในการนำ
กฎหมายไปบังคับใช้ให้ได้อย่างเต็มที่ เพราะกฎหมายมิได้รวมการเก็บค่าธรรมเนียม
ให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายสำหรับข้อกำหนดใหม่ๆ ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยา
กล่าวว่า: "เราขอเรียกร้องให้รัฐสภา อุตสาหกรรมและผู้ร่วมผลประโยชน์อื่นๆ ทำงาน
ร่วมกับเรา เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่า FDA มีแหล่งรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียม
เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายความปลอดภัยทางด้านอาหารและการปกป้องอาหาร"

 

บทความนี้ตีพิมพ์ไว้ในหน้าข้อมูลใหม่ๆสำหรับผู้บริโภคของ FDA ซึ่งเสนอเรื่องราวล่าสุด
เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ FDA ควบคุมอยู่ทั้งหมด

 

ประกาศไว้ ณ วันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2010